วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Backpack ไปเที่ยวสิงคโปร์ กันเลย ตอนที่ 8

ห่างหาย หายหน้าหายตา จนเพื่อนๆลืมกันไปหมดแล้วแน่เลย...... ยังไม่หนีไปไหน หนังยาววววว ยังฉายไม่จบ ตอนที่แล้วก็เดินทางมุ่งสู่ที่พัก

ระหว่างทางได้นั่งรถส่วนตัวของเพื่อนมา แฟนเขาเป็นหนุ่มชาวสิงคโปร์โดยกำเนิด ชื่อ ไซม่อน หน้าจีนๆ คุยกันด้วยภาษาอังกฤษ แต่สำเนียงออกไปทางจีนหน่อย ลงท้ายต้องมี สระ ย่า ด้วย ย่า ย่า (เสียงออกโทนต่ำ) ก็แปลกดี แล้วเพื่อนเราก็กลมกลืนกับเขาไปเรียบร้อยแล้ว..... 

อยู่ในรถ ระหว่างทางเห็นแต่ต้นไม้ใหญ่ ตลอด สดชื่นตา สดชื่นใจจิงแท้ แล้วก็ไปเห็นที่กระจกหน้า มีเครื่องอะไรหว่า ก็เลยถามไป ปรากฏว่ามันเป็นเครื่องที่รถยนต์ทุกคันต้องติด คุณจะขึ้นทางด่วน ที่ไหน คุณจะเข้าจอดรถที่ใด เครื่องนี้มันจะตัดเงินให้อัตโนมัติ สุดยอด....... ไม่ต้องมีพนักงานเก็บเงิน ไม่ต้องเสียเวลาทอนตังค์ ขับผ่านเลย ไปจ่ายทีเดียวสิ้นเดือน.... (บ้านเรายังเถียงกันเรื่อง easy pass บัตรทางด่วนกันอยู่เลย)

แล้วเราก็มาถึงโรงแรม ประทับใจมากมายแม้ห้องมันจะเล็ก กะทัดรัด แต่สุดยอด สวยงาม สะอาด ดีจิงๆ

ไอ้ที่ดำๆ เล็กๆวางชั้นล่าง นั่นคือตู้เย็นนะคับ แช่ของพอเป็นพิธี ส่วนกล่องดำข้างบนเป็นตู้เซฟ ไว้เก็บของมีค่า


โทรทัศน์ก็แบบติดผนังไป ประหยัดเนื้อที่ดีจิงๆ

หลังจากชื่นชมโรงแรมแล้วเราก็ไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะ แล้วไปหาข้าวเย็นทานกันดีก่า เราจะอาศัยเจ้ารถเมล์ นี่แระ เพื่อนก็ให้บัตรมาใบนึง แจกจ่ายกันครบทุกคน ดูเหมือนบัตรรถไฟฟ้ารายเดือน บ้านเรา แต่นี่เป็นบัตรที่ขึ้นได้ทั้งรถเมล์ รถไฟ ในบัตรเดียวกัน ของเมืองไทยเรา ยังมีปัญหาเรื่องบัตรเดียวอยู่ และที่สำคัญถ้าเอามาใช้บ้านเรา กระเป๋ารถเมล์ ก็จะตกงานทันที.....

ถ่ายรูปรถเมล์มาให้ดูจะแบบธรรมดา หรือสองชั้น มีหมด ถ้าแบบสองชั้น จะขึ้นไปนั่งข้างบนก็ไม่มีปัญหา ทางขึ้นจะบอกเราว่าข้างบน นั่งได้อีกกี่ที่ โอ้ว..สุดยอด




เวลาขึ้นก็โบกรถตามปกติ ขึ้นต้องขึ้นประตูหน้า นะคับ ขึ้นไปก็แตะบัตรให้ดัง ติ๊ด แล้วก็เดินไป อย่า!! ทะลึ่งไปขึ้นตรงกลาง เหมือนบ้านเรานะคับ ตรงกลางมันเป็นทางลง โดนด่าไม่รู้ด้วย......




วันนี้เอาแค่นี้ก่อน โปรดติดตามตอนต่อไป.......

วันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Backpack ไปเที่ยวสิงคโปร์ กันเลย ตอนที่ 7

แล้วเราก็กลับมาเม้าท์กันต่อ หลังจากห่างหายไปหลายวัน ตอนที่แล้วเตรียมตัวพร้อมแล้ว พร้อมที่จะบิน

ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปสุวรรณภูมิ สำหรับการขึ้นเครื่อง แนะนำว่าไปก่อนเวลาสัก 2-3 ชม. นะคับ เพื่อความชัวร์ อะไรก็เกิดขึ้นได้

แล้วก็มาถึงสนามบินเวลาเหลือสบาย สมาชิกในการเดินทางเรามีกัน 4 คน ผม แฟนผม พี่แฟนผม แฟนพี่แฟนผม และรออยู่ที่สิงคโปร์อีก 2 คนคือ เพื่อนพี่แฟนผม และ แฟนเพื่อนพี่แฟนผม .... เขียนไปเขียนมาชักงง แต่เป็นว่าทริป นี้มี 6 คนแล้วกัน

แล้วก็จัดการ check in เรียบร้อยตามระเบียบ และหลังจากนั้นก็ไปเดินที่ Duty free ไปๆมาๆ เวลามันเหลือน้อยอ่ะ..... ต้องไปขึ้นเครื่องแล้ว ที่สำคัญ ยังไม่ได้ทานอะไรเลย.... หิวแย้วว

แต่ก็ใกล้เวลาขึ้นเครื่อง ก็ทนหิวไปก่อน แต่ที่ต้องทนคือต้องไปทานที่โน้นเลยอ่ะ เพราะบนเครื่องไม่มีอะไรให้ทาน....เฮ้อ เศร้า
นี่คือเครื่องที่เราจะขึ้น ลำเล็ก กะทัดรัดดีจัง..... แต่อาการเริ่มเซ็งนิดๆปนหิวก็เกิดขึ้น เมื่อประกาศว่า เครื่อง delay คับพี่น้อง..... ก็ยืนดูมันผ่านหน้าต่าง เครื่องอยู่ข้างหน้าแต่ไม่ได้ขึ้น ดูเขาเติมน้ำมัน load ของขึ้นเครื่อง ไปเพลินๆ แล้วก็ถึงเวลาขึ้นเครื่องเรียบร้อย นั่งดูว่ามีอะไรบ้าง เห็นเมนูอาหารแล้วก็หิว แต่ไม่เอาดีก่า สีทนได้..... อาศัยว่าหลับเอาแรง ลืมหิว ไปแล้วกัน

แล้วเราก็ใกล้ถึง....แล้วมองผ่านกระจกออกไป วาว....สีเขียวทั้งเกาะเลย สดชื่น สดชื่น

แล้วก็ถึงที่หมาย มองดูเวลา เฮ้ย.... ขนาดเครื่อง delay ยังถึงที่หมายเวลาเดิมเลยอ่ะ... พวกเราต่างยกย่องกัปตัน ที่ทำเวลาได้เหลือเชื่อ แต่ที่ไหนได้ ลืมปรับเวลาคับพี่น้อง ต้องตั้งเวลาล่วงหน้า 1 ชั่วโมง 5555.... แล้วเราก็เดินทางจัดการเข้าประเทศ ผ่านเป็นที่เรียบร้อยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด ตอนยืนให้เขาตรวจเอกสาร ก็มองหน้าไว้ แต่ในใจอย่าถามกรู นะเฟ้ย....

ด้วยความหิวก็ไปหาอะไรทานก่อน รอเพื่อนมารับด้วย..... ก็ลงเอยที่แซนวิช คับ.... กี่เหรียญจำไม่ได้แล้วก็คง 100 กว่าบาท น้ำดื่มขวดนึงก็แพงอยู่
1 ชิ้นก็แบ่งไปครอบครัวล่ะอัน..... อร่อยดีนะ แต่ใหญ่เหลือเกินทานลำบาก แต่ด้วยความหิว ก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด

ที่ประเทศนี้ จะหาเด็กเสริฟสวยๆ น่ารักๆ ขอบอกว่าหมดสิทธิ์ ที่ประเทศนี้เน้นคนแก่ครับ.... ไม่ว่าจะพนักงานทำความสะอาด เด็กเก็บกวาด ระดับคุณลุง คุณป้า หรือเข้าขั้นคุณตา ก็มีให้เห็นเลยที่เดียว ชอบๆ ที่สำคัญขยัน มากมาย เมืองไทยเอาบ้างก็ดีนะ

แล้วเพื่อนที่รอก็มาถึง Say Hello แฟนเค้า จับมือกันตามมารยาท จากนั้นเราก็เตรียมตัวมุ่งหน้าไปโรงแรมเพื่อ check in ก่อน แบ่งกันไป ผมกับแฟน ไปกับเพื่อนและไซม่อน ด้วยรถส่วนตัวเขา ส่วนพี่แฟนกับแฟนเขา ก็แบ่งไปนั่ง Taxi

จะบอกว่า Taxi ที่นี่เขานั่งได้ 3 คนนะ เกินกว่านี้ไม่ได้ผิดกฏหมาย โดยกำหนด นั่งข้างคนขับ 1 คน ด้านหลังได้ 2 คน.... ต่างจากเมืองไทย ที่มีเท่าไหร่อัดกันเข้าถ้าสามารถ ช่วยชาติประหยัดน้ำมันด้วย ของเราดีกว่าเยอะเนาะ

วันนี้เขียนเท่านี้ให้ได้อ่านหายคิดถึงก่อนแล้วกัน ยังไม่ค่อยสบาย..... เดี๋ยวมีเวลาจะเข้ามาเขียนให้อ่านกัน


โปรดติดตามตอนต่อไป...... มุ่งหน้าสู่ ibis Hotel..

วันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2553

วันนี้มีอะไร..มาเล่าให้ฟัง 12/08/2010

สวัสดีเพื่อนๆ วันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม 2553 ตรงกับวันแม่แห่งชาติ
 
เป็นหัวข้อใหม่เพิ่มขึ้นมา ที่รวบรวมบันทึก ข่าวสารต่างๆ รอบตัวเรา เอาไว้ ส่วนตัวชอบประวัติศาสตร์ ยิ่งถ้าช่วงสิ้นปี เขาจะมีหนังสือรวบรวมข่าวทั้งปีพิมพ์ออกมา ชอบมากเลย ก็เลยเป็นแรงบันดาลใจว่าเราอ่านอะไรแล้วเราสนใจ เราจะเอามันมาเก็บไว้ที่นี่

ใน 1 วันอาจจะมีการ Update มากกว่า 1 ครั้งก็ได้ โดยเมื่อ Update ก็จะไปแจ้งที่ www.facebook.com/iSalaryman ให้เพื่อนๆ ทราบกัน

ถามว่าเรื่องราวที่จะบันทึกจะเกี่ยวกับอะไรบ้างก็คงเป็นเรื่องเด่น ประเด็นร้อน ในวันนั้นว่ามีอะไรบ้าง

เรื่องการเมือง ที่ส่วนตัวติดตามอยู่แล้ว เพื่อนๆที่เป็น fanclub ใน facebook คงทราบกันดี

เรื่องเศรฐกิจ การตลาด ก็มีบ้างเพราะชอบศึกษา

เรื่องที่สนใจเลย ก็คงเรื่องธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม มีภัยธรรมชาติอะไรก็จะเอามาบันทึก ให้ทุกคนได้ตระหนักว่า เราทำร้าย ทำลาย ธรรมชาติกันมากเกินพอแล้ว ถึงเวลาธรรมชาติจะเรียกร้องคืนบ้าง

เรื่องสาระอื่นๆ ก็คงอาจเป็นหัวข้อ Post ใหม่ไปเลยก็ได้ ช่วงนี้กำลังวางโครงให้มั่นเพื่อจะได้ไปได้ยาวๆเลย แต่อาจมีสะดุด จากงานประจำบ้าง ก็จะพยายามทำต่อไป...... ก็ขอฝากเนื้อฝากตัวเพื่อนๆ ให้กำลังใจและสนับสนุนกันเช่นเคยเหมือนเดิม แนะนำติชมกันได้เลย ตามช่องทางต่างๆ ทั้งใน  www.facebook.com/iSalaryman หรือใน Blog นี้ด้านล่างแสดงความคิดเห็น หรือจะเป็นด้านข้างที่เป็นรูปแบบ facebook (ซึ่งอาจจะแสดงบ้างไม่แสดงบ้าง ช่วงไหนคนใช้เยอะก็จะไม่เห็นนะ)

มาดูกันเลยกับข่าวที่เคยนำเสนอไปว่า การแตกตัวของธารน้ำแข็ง "ปีเตอร์แมนน์" ในกรีนแลนด์ในรอบ 50 ปีเลยทีเดียว

แต่นักวิทยาศาสตร์เขาบอกว่ามันยังไม่เป็นอันตราย เพราะต้องใช้เวลาถึง 2 ปีกว่าจะลอยข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกได้ และไปถึงชายฝั่งตะวันออกของแคนาดา ซึ่งแผ่นนำ้แข็งที่แตกตัววัดได้จากดาวเทียม มีความยาว 30 km และกว้าง 10 km มีขนาดใหญ่กว่าเกาะแมนฮัตตันถึง 4 เท่า

นอกจากนี้ ยังมีข่าวหน่วยกู้ภัยจีนเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตจากโคลนถล่ม และเร่งหาทางระบายน้ำจากทะเลสาบที่เกิดขึ้นหลังดินถล่มใน เมืองโจวชู มณฑลกานซู ในขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากดินถล่ม พุ่งพรวดจากราว 700 คนเป็น 1,117 คนแล้ว

ขณะที่น้ำท่วมในปากีสถาน เสียหายรุนแรงกว่าคลื่นสึนามิถล่มในปี 2547 ส่วนในอินเดียยอดตายพุ่ง 150 คน ขณะเดียวกันไต้ฝุ่นเตี้ยนหมู่จ่อถล่มญี่ปุ่นสัปดาห์นี้.....

วันอังคารที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Backpack ไปเที่ยวสิงคโปร์ กันเลย ตอนที่ 6

ความเดิมจากตอนที่แล้ว ตั้งเป้าไว้แล้วว่าจะไปสิงคโปร์กัน 3 วัน 2 คืน ไปกันเอง ไม่ง้อทัวร์ ก็เริ่มทำการบ้านกันเลย ว่าจะไปที่ไหนบ้าง สรุปมาก่อน ว่าสถานที่ที่น่าสนใจมีอะไรบ้าง

แล้วก็จองโรงแรม จองตั๋วเครื่องบิน พี่แฟน จัดการให้เรียบร้อย ผ่านทาง internet โรงแรมก็ได้ ibis Hotel ราคาห้องคืนละ 4,000 กว่า ก็ลองดู ส่วนตั๋วเครื่องบินได้สายการบิน Jet star ชื่ออาจไม่คุ้น เป็นสายการบินต้นทุนต่ำ ของแควนตัส (Qantas) ของประเทศออสเตรเลีย สาเหตุที่เขาเลือกอันนี้ไม่แน่ใจเพราะอะไร ส่วนตัวผมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว นอกจากนี้ก็มีสายการบิน Air Asia , การบินไทย ที่ไปสิงคโปร์ได้

รู้สึกว่าค่าตั๋วเครื่องบิน 4,800 บาท ประมาณนั้น จองไว้ล่วงหน้า แล้วเราก็ระบุวันได้ว่าเราจะไปกันวันที่ 17 18 19 กรกฏาคม 2553 คับ.....

ตัวกระผมก็งานยุ่งเหลือเกินไม่ค่อยได้ช่วยอะไรเท่าไหร่ แล้วแฟนผมก็สรุปสถานที่คร่าวๆ มาก่อนแล้วค่อยจัดลงตาราง ก็มีไปถ่ายรูป รูปปั้นเมอร์ไลออน (Merlion) , ชิงช้าสวรรค์ขนาดยักษ์ เขาเรียกว่า Singapore Flyer , China town , Little india , Sentosa และที่ขาดไม่ได้สำหรับสาวๆ แหล่งช้อปปิ้งเลย คือ ถนนออร์ชาร์ด (Orchard Road) รับรองได้เจอสินค้าแบรนด์เนมชั้นนำ ราคาที่ถูกกว่าเมืองไทยแน่นอน









เมื่อเราได้ที่ท่องเที่ยว เราก็จัดลงใส่ตารางให้เหมาะสมกับเวลา การไปกันเองมันดีตรงที่สมาชิกอยากไปไหนบ้าง ตามใจชอบ ไม่ถูกยัดเยียด เหมือนไปกับทัวร์ แล้วอยากทานอะไรก็คิดมา แล้วหาร้านที่เขาขึ้นชื่อ ผมก็ request ไปเลยจะทานข้าวมันไก่สิงคโปร์ จะลองดูดิว่าอร่อยแค่ไหน แล้วก็ บักกุ๊ดเต๋ อันนี้เคยทานร้านติ่มซำ แล้วชอบ จะลองไปทานต้นตำรับว่าอร่อยแค่ไหน เพื่อนๆบางคนอาจไม่รู้จัก มันคือซี่โครงหมู เอาไปต้มใส่เครื่อง รสชาติแนวตุ๋นยาจีน อะไรแบบนั้น ชอบๆ

แผนการเที่ยวก็เรียบร้อย การเดินทางก็พึ่งพารถเมล์ รถไฟฟ้า MRT ประมาณนั้นศึกษาเส้นทางไว้ สิ่งสำคัญต่อไปก็แลกเงิน การแลกเงินถ้าง่ายๆ ก็ธนาคาร แต่ผมชอบไปร้าน Superrich  เป็นร้านรับแลกเงินตราต่างประเทศ มีหลายสาขาแต่ผมสะดวกไปแถวตรงข้าม CTW แลกไปในอัตรา 23.5 ต่อเหรียญ น่าจะราคานี้นะ  ส่วนการเตรียมเสื้อผ้า ชุดที่ใส่ก็ไม่ต้องอะไรมากเพราะอากาศคล้ายเมืองไทย แถวภาคใต้ ไม่ร้อน ก็ฝน มีแค่นี้

แล้วเวลาก็เร็วเหลือเกินทำงานจนเพลินแล้วก็ถึงวันที่จะไปแล้ว จะว่าไปมาจัดกระเป๋าเดินทาง คืนวันก่อนไปเที่ยว....

โปรดติดตามตอนต่อไป...... แล้วเราก็จะถึงเวลาไปต่างแดนพร้อมขึ้นเครื่อง เจอกันที่สุวรรณภูมิ คับ

วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Backpack ไปเที่ยวสิงคโปร์ กันเลย ตอนที่ 5

ความเดิมจากตอนที่แล้ว..... ได้ย้อนอดีต ในวัยเยาว์ที่ได้ผจญภัยในต่างแดน กับเพื่อนๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน จนรู้จัก สนิทกัน จำได้ว่าก่อนกลับ 3 วันผู้ปกครองที่สนใจจะมารับลูกถึงที่ และไปเที่ยวพร้อมกับลูก

ซึ่งคุณพ่อผมก็มา.... มันจะมีช่วง Free time เราก็ได้มีโอกาสพาคุณพ่อเราไปเที่ยวเอง ด้วยรถไฟใต้ดิน จะว่าไปสมัยก่อน ขึ้นง่ายนะ สายรถไฟ ไม่ซับซ้อน จำว่าไปทิศไหนก็ได้แล้ว เพื่อความชัวร์ก็มีถามเจ้าหน้าที่บ้าง speak English ด้วยนะ..... คุณพ่อ ก็ชมว่าเก่ง พาไปเที่ยวได้ ดีใจเลยคับ..ยืดเลย แต่ไม่บอกนะว่าเคยไปหลงมา 55555

จากวันนั้นถึงวันนี้ก็นานแล้ว แฟนผมก็อยากจะไปบ้าง เราก็ไม่มีโอกาสได้ไปอีก แต่จะว่าไปสองปีที่แล้วเรามีโอกาส backpack in Japan กัน ร่วมกับพี่ๆที่รู้จักอีก 2 คน


ขอบอกว่าประทับใจมิรู้ลืม 9 วันคุ้มเหลือหลาย ไปคืนวันศุกร์ กลับมาอีกทีคืนวันอาทิตย์ อีกสัปดาห์เลย เอ๊ะ !! อย่างงี้ ต้องเรียกว่า 10 วันเนาะ เรียนแบบพวกทัวร์ที่ชอบบอกว่า 4 วัน 3 คืน อะไรพวกนี้ เอาเข้าจริง วันแรก ขึ้นเครื่อง 5 ทุ่ม ก็ถือว่าหมดไปแล้วหนึ่งวัน .....

ไว้ขอไปเรียบเรียงข้อมูลแล้วจะมาเล่าสู่กันฟัง ให้อิจฉากัน รับรองสนุกแน่นอน.......

เอารูปมาอวดก่อน โฆษณาไว้ล่วงหน้า.....








นอกประเด็นทุกทีเลยเรา.... สำหรับสิงคโปร์ก็ปล่อยเป็นหน้าที่แฟนผมเลย ว่าอยากไปไหน list ออกมา โดยกำหนดแผนไว้ 3 วัน 2 คืน..... งานนี้ไม่ค่อยห่วงแต่อย่างใด มีพี่สาวแฟนผมไปด้วย (ฝาแฝดกัน) คุณเธอชำนาญภาษา และเพิ่มความสบายใจก็คือ เพื่อนของเขา ตอนแรกก็ทำงานเมืองไทย แต่มีคำสั่งให้ย้ายไปที่สาขาที่สิงคโปร์.....(อิจฉาจัง) และได้แต่งงานกับหนุ่มสิงคโปร์ด้วย งานนี้เรียกว่า สบายจริงๆ แค่บอกว่าอยากไปไหน อบากไปกินอะไร แคนั้น เขาอาสาเป็นไกด์ให้

เพื่อการเที่ยวที่มีประสิทธิภาพสูงสุด แม้จะเป็นสิงคโปร์เมืองเล็กๆ เราก็ควรทำการบ้าน โดยการไปเอาเอกสาร สถานที่ท่องเที่ยวได้ที่ การท่องเที่ยวสิงคโปร์ ที่ทำการอยู่ตึก United ลีลม ตรงข้ามโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน แต่จำชั้นไม่ได้แล้วอ่ะ ก็ไปคุยกับเจ้าหน้าที่เอาแผนที่ เอาแผ่นพับมา.... และเพื่อเพิ่มข้อมูลก็ไปหาซื้อหนังสือท่องเที่ยว หาได้ตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป....


เมื่อมีข้อมูลก็ได้เวลาเขียนตารางการเดินทางกันว่าจะไปไหนบ้าง จะไปกินอะไรที่ไหนบ้าง ถึงแม้จะมีไกด์เจ้าถิ่นนำเที่ยว แต่เราก็ต้องเตรียมตัวสำหรับเราด้วย เพื่อความไม่ประมาท เพราะไม่ใช่เมืองไทย คงไม่คิดจะไปซ้ำบ่อยๆแน่ ต้องไปแล้วคุ้มค่าทั้งเงิน และประสบการณ์ที่จะได้รับ........

โปรดติดตามตอนต่อไป...... ดูว่าจะไปเมืองนอกต้องเตรียมอะไรบ้าง

วันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Backpack ไปเที่ยวสิงคโปร์ กันเลย ตอนที่ 4

ความเดิมจากตอนที่แล้ว จากที่ได้รับประสบการณ์ หลงทางในต่างแดน ตอนยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ มันเ็ป็นสิ่งที่จดจำมาได้ถึงทุกวันนี้ ใครมีลูกมีหลาน ก็อย่าเลี้ยงกันแบบไม่ปล่อยให้ออกไปไหนเลยนะ.... เราควรปล่อยเด็กได้เผชิญด้วยตัวเองบ้างจะดีทีเดียว

เท่าที่จำได้คุณครูก็จะพาไปเที่ยว sentosa ก็คงเป็นที่ที่ใครมาเที่ยวจะต้องไป ผมก็ไปเล่นโน้น นี่ตามประสาเด็ก มีขึ้นกระเช้าด้วย ชอบมาก แต่สมัยนี้มีรถไฟฟ้าวิ่งผ่านเข้าไปเลย ทันสมัยขึ้นเยอะ

แต่ที่ชอบก็คง ไป underwater world คิดดูว่าเด็กตัวเล็กๆ ไปอุโมงค์น้ำเห็นปลาเต็มไปหมด เมืองไทยยังไม่มีเลยสมัยนั้น อยากบอกว่าชอบมาก เห็นปลาแปลกๆ มากมายเลย ตื่นเต้นดี ถ้าสมัยนี้เมืองไทยก็มีแล้ว ที่พารากอน ผมยังไม่เคยไปเลยอ่ะ.... ว่าจะ ว่าจะ จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้ไปเลย


แล้วก็มีไปสถานที่ต่างๆ ทุกเสาร์ อาทิตย์ อ่อ..ไปสวนนกจูล่ง ก็ชมนก ชมไม้กันไป ที่ตื่นเต้น ก็คงได้ห็นนกเพนกวิน ครั้งแรกในชีวิต ดีจัง เคยเห็นแต่ในรูป

ช่วงที่อยู่สิงคโปร์จะมีไปมาเลเซียด้วยนะ เพราะอยู่นานต้องไปต่อพาสปอร์ต ด้วย ก็เลยได้ไปเที่ยวมาเลเซีย 1 วัน

การใช้ชีวิตอยู่ที่นั้นไม่ค่อยกดดันอะไรมากมาย เพราะอยู่แต่เด็กไทยที่ไปด้วยกัน แต่ก็มีนะไปเล่นเตะบอลกับเด็กสิงคโปร์ด้วย สนุกดี ก็มีตอนที่ครอบครัวที่เราไปอยู่ด้วยเขาพาไปหาญาติเขา ไปพบปะ สังสรรค์กัน เราได้ดูวิถีชีวิตคนสิงคโปร์ ก็ได้ความรู้ดี จำได้กินเบียร์ Tiger เชียร์บอลทีมชาติ ตัวเอง ก็สนุกดี วัฒนธรรมก็ใกล้เคียงกับเรา

แล้วเราก็เรียนจบ.... เฮ้ย ทำไมรู้สึกว่าภาษาอังกฤษ ในสมองมันปริมาณเท่าเดิมยังไงไม่รู้ วันรับเกียรติบัตร ยังไม่รู้ตัวเลยว่าได้อะไรมาบ้าง แต่ที่แน่ๆสมองอีกซีก ได้ความคิด ได้ประสบการณ์ ที่เต็มเปี่ยมกลับบ้าน

ช่วงวันสุดท้ายคุณพ่อก็มาหาที่นี้ด้วย มาที่พัก คุยกับแม่บ้านด้วยภาษาจีน กันแบบไฟแลบ เลย.... เฮ้ย ทำไมเราฟังไม่ออกอ่ะ คิดว่าจีนกลาง ดันเป็นจีนแต้จิ๋ว เหมือนบรรพบุรุษเราเลย ช่วงเด็กๆเราก็ฟัง และพูดได้บ้างนะ เพราะอยู่กะอาม่า พูดไทยไม่ได้ เราเลยซึมซับมา แต่ถ้าตอนนี้ คืนเกือบไม่หมดแล้ว ..... ภาษาจีนคืนแล้ว ภาษาไทย เริ่มจะไม่แข็งแรง เพราะภาษาเด็กแนวเข้ามาครอบงำ ส่วนภาษาอังกฤษ ไม่ได้เลย 55555

เรามีงานเลี้ยงที่โรงแรมกันก่อนลาจากกัน.....เศร้าดี ซึ้งดี ดีใจที่ได้มา ก็ร้องไห้ร่ำลากันไป แล้วก็บินกลับมาเมืองไทย ก็ได้โทรติดต่อเพื่อนๆกันบ้าง ได้เขียนจดหมายกันบ้าง..... ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด คงไม่มีโอกาสไปนัดเจอเพื่อนๆ ที่อยู่กรุงเทพ แล้ววันเวลามันก็ผันผ่านไป การติดต่อก็จางลงไป แล้วไม่ได้รับรู้ข่าวสารกันอีกเลย....... ไม่แน่นะว่า การเล่น facebook บางทีอาจจะพบเจอกันก็ได้

ขอบคุณพ่อผม ที่มอบประสบการณ์ดีดีให้ลูกคนนี้....... และแล้วจากวันนั้นถึงวันนี้ ผมก็พร้อมที่จะเดินทางกลับไปเยี่ยมเยียน ประเทศนี้อีกครั้ง ว่ามันแตกต่างไปจากอดีต ที่ผมเคยไปอยู่มากน้อยอย่างไร

โปรดติดตามตอนต่อไป....

วันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Backpack ไปเที่ยวสิงคโปร์ กันเลย ตอนที่ 3

ความเดิมจากตอนที่แล้ว ผมได้ตะลอนเที่ยวที่ต่างๆแบบระยะทางไม่ไกลมาก เพราะกลัวกลับไม่ทัน

มีอยู่วันนึงไปแถวไหนจำไม่ได้ เที่ยวห้าง แล้วก็จะมีร้านตู้เกม ตามประสาเด็กๆ ก็ไปเล่นกัน ผมก็ไปเดินเล่นก็เห็นร้านขายเกม ก็เลยบอกเพื่อนๆ ว่าจะอยู่ตรงนี้เดี๋ยวไปหา เราก็หาซื้อตลับบเกมบอย ถ้าจำไม่ผิด ได้เกม Final Fantasy ซื้อเลยเพราะถูกกว่าเมืองไทย หลังจากนั้นก็ลั้นลาไปหาเพื่อน 

อ้าว....เฮ้ย !! มันหายไปไหนกันหมดอ่ะ หรือว่าเดินไปหาเรา ก็เลยเดินกลับไปร้านขายเกม อ้าว!! ก็ไม่มี งั้นไปอยู่ที่ร้านตู้เกมเหมือนเดิม แล้วก็ไม่เจอใคร ซวยแล้วดิ งานเข้า..... ทำไงดี เดินไปโน่น นี่ไม่เจอ หรือว่ามันหาเราไม่เจอเลยกลับกันไปแล้ว

เราจึงตัดสินใจกลับ จำได้ว่าขึ้นสาย 111 กลับบ้านได้ ก็เลยขึ้นรถเมล์กลับเลย ลงจากรถสุดสาย บรรยากาศรอบข้างก็คล้ายกับที่เราพัก แต่.....เฮ้ย... ม่ายช่ายนิ ขึ้นผิดนี่หว่า เอ้าเราต้องขึ้นฝั่งตรงข้ามนิ......



โอ้ว !!!! ท้องฟ้าก็มืดแล้ว ทำไงดี ทำไงดี กางแผนที่ ดูดิเราอยู่ถนนไหน อ่อ...โทรศัพท์กลับบ้านพักที่สิงคโปร์ก่อน คุยกะเพื่อน Buddy ด้วยความฟอร์มจัดเดี๋ยวหาว่าเราหลง ก็บอกไปว่าเจอญาติ เดี๋ยวกลับ เพราะไม่เจอพวกเอ็ง ไม่รู้จะยังไง ก็ไม่ต้องเป็นห่วงนะ......

แล้วสิ่งที่ทำต่อไปหาสาย 111 กลับให้ได้แต่เริ่มไม่มั่นใจตัวเอง กลัวหลงอีก จึงตัดสินใจเรียก TAXI แต่..... เงินมีไม่กี่เหรียญ ทำหน้าตาเศร้าๆ ว่า I'm lost..... please แต่ TAXI ก็ไม่ไปส่งให้นะ.... แต่ขับพาไปป้ายรถเมล์ ทางที่กลับบ้านได้ ก็ OK เลย Thank you very much ไป

และแล้วสาย 111 ก็มา หิวด้วย ยังไม่ได้กินอะไร นั่งอยู่บนรถเมล์ เหมือนจะน้ำตาซึม นั่งลุ้นตลอดทาง แล้วโชคชะตาก็เข้าข้าง เด็กบ้านนอก Go inter คนนี้ เส้นทางที่คุ้นเคยอยู่ข้างหน้า เราก็ Thank you คนขับรถเมล์ เพราะเรานั่งใกล้คนขับเลย ประมาณว่าถ้าหลงเส้นทาง คนขับรถเมล์ ต้องรับผิดชอบกันไปเลย

แล้วเราก็แวะเข้า 7-Eleven ซื้อ มาม่าคัพกิน....เฮ้อ....สบายใจ เจอะเจอเพื่อนๆ นั่งใต้ตึก ก็บอกว่าเป็นห่วงกัน เขาก็บอกว่ารอที่เดิมตั้งนาน เราก็ว่าไม่เห็น แต่ก็ยังฟอร์ม ว่าเจอญาติ โดยบังเอิญ แล้วไม่เจอพวกเรา ก็เลยต้องกลับมากับญาติ......5555 ความลับที่ไม่บอกใคร

ประสบการณ์นี้ได้อะไร สิ่งที่ได้คือ
1. เวลาหลงแล้ว สิ่งที่ทำได้คือ อยู่จุดเดิม ที่เดิมไม่ไปไหน จะได้ไม่คลาดกัน แต่ถ้าเป็นเมืองไทยไม่เป็นไรโทรหากันก็เจอแล้ว สมัยนี้อ่ะเนาะ....
2. สติ ตั้งสติให้ดี อารมณ์ตอนนั้นเด็ก ม.5 อ่ะ ก็ถือว่าโอเค ควบคุมสติได้อยู่
3. เวลายามคับขัน ภาษาอังกฤษ ภาษามือ มันมาเอง กับการเอาตัวรอด........

แล้วเราก็ผ่านช่วงระทึกไปได้ เป็นประสบการณ์ที่ดีที่เดียว

โปรดติดตามตอนต่อไป ตอนหน้าจะพาไปเที่ยวกัน 5555 ย้อนอดีต ยังไม่ถึงปัจจุบันเสียทีเนาะ

วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Backpack ไปเที่ยวสิงคโปร์ กันเลย !! ตอนที่ 2

ความเดิมจากตอนที่แล้วย้อนอดีตไปในวัยเยาว์ สมัย ม.5 ได้มีโอกาสไป summer ที่สิงคโปร์เดือนนึง อาศัยกับครอบครัวชาวสิงคโปร์ โดยมี พ่อ แม่ ลูกสาว ลูกชาย มีพ่อที่ speak English ได้ นอกนั้น จีนล้วนๆ คุยกันภาษามือเพียวๆ แม่จะเป็นแม่บ้าน ทำหน้าที่หาข้าวหาปลา ซักผ้าให้ ผม และ buddy ผม ตลอด 1 เดือน


ผมโชคดีที่ได้เพื่อนชอบลุย ชอบเที่ยว ไม่ได้มีเพื่อนแบบว่าขออยู่แต่ห้อง ดังนั้นเราจึงมีความคิดกันว่าเราจะไปเที่ยวกันเอง โดยไม่ต้องรอให้คุณครูพาเที่ยวเสาร์ อาทิตย์ ผมและเพื่อนอีกสองคน กางแผนที่ศึกษาเส้นทางที่เราจะไปกัน....

เพื่อนๆคิดดูแล้วกันเด็ก ม.5 เด็กบ้านนอก ตะลุยเมืองนอกกันตามลำพัง มันเป็นอะไรที่ได้ประสบการณ์จริงๆ แล้วเราก็เริ่มไปตามเส้นทางที่เราวางไว้

ประเดิมขึ้นรถเมล์ รูปนี้เป็นรถรุ่นใหม่แล้ว สมัยผมขึ้นไปต้องหยอดเหรียญใส่กล่อง แล้วบอกเขาว่ากี่เหรียญ เขาก็จะกดใบเสร็จให้ เรียกว่า ซื่อสัตย์ ล้วนๆ เลย ใครจะโกง จะมั่วนิ่ม คนขับไม่รู้หรอก แต่สมัยนี้เขาเป็นบัตรแล้ว ขึ้นไปก็แตะเอาเลย สะดวกสบายใบเดียวขึ้นได้ทั้งรถเมล์ รถไฟฟ้า

จากนั้นเมื่อเราลองเส้นทางแล้วเราก็ถึงที่หมายเที่ยวห้างสบายใจ แล้วก็กลับ วันต่อๆไปก็ดูว่าจะไปไหนดี โดยคำนวณเวลากลับดีๆ อ้อ !!! ไม่ได้โดดเรียนนะ เลิกเรียนแล้วถึงไป จากนั้นมีคนอื่นๆรู้ก็ขอร่วมไปด้วยก็เลยเป็นกลุ่มใหญ่ขึ้น เด็กๆก็ไปกับเรา ประมาณ 8-9 ขวบ เราก็ต้องคอยดูแลกัน..... ที่สำคัญ คุณครูไม่รู้นะคับว่าเราหนีไปเที่ยวกันเอง

จะว่าไปนะรถเมล์เราก็โอเคแล้ว ก็เปลี่ยนไปนั่งรถไฟใต้ดิน ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร สนุกดี

จบตอน โปรดติดตามตอนต่อไป.... เหตุการณ์ระทึกดันหลงจากเพื่อนๆ ต้องหาทางกลับบ้านเอง

วันอังคารที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553

Backpack ไปเที่ยวสิงคโปร์ กันเลย !! ตอนที่ 1

iSalaryman ขอนำเสนอประสบการณ์ของคนทำงาน ที่หาความสุขให้กับตัวเอง ด้วยการไปต่างประเทศ โดยเลือกสิงคโปร์นี่แหละ 3 วัน 2 คืน กำลังดี






หากพูดถึงสิงคโปร์ จะว่าไปแล้ว iSalaryman ก็เคยไปเยี่ยมเยียน กินอยู่มาแล้วนะ สมัยเด็กๆ ประมาณ ม.5 มั้ง เรียกว่าไปแบบเป็นเดือน กินนอนกับครอบครัวชาวสิงคโปร์ โดยกลุ่มที่ไปเด็กอายุ 8 -19 ปี ไปเรียน Summer ภาษาอังกฤษกัน สมัยโน้น ค่าเงินถูก เรียกว่าได้ประสบการณ์เพียบ สิ่งที่จำได้คือ เห็นแต่ต้นไม้ และพื้นที่สะอาด ไม่มีขยะ

จะว่าไปเรียนก็คงเรียนแบบ ขำขำ มากกว่าไม่ได้อะไรมากมาย แต่ได้อะไรอย่างอื่นมากกว่า ไปแบบเป็นบริษัททัวร์เขาจัดไป เดี๋ยวนี้ไม่รู้ยังมีหรือป่าว นะ เรียนภาษา จันทร์-ศุกร์ ส่วน เสาร์ อาทิตย์ จะมีคุณครูที่ดูแลพาไปเที่ยว เราเด็กโตหน่อย ก็คอยดูแลเด็กเล็กๆ

จะว่าไปนะตอนนั้นเราก็คิดว่าเออ เราโตแล้วดูแลตัวเองได้ แต่ถ้ามาตอนนี้แล้วมองกลับไป มองดูเด็ก ม.ปลาย สมัยนี้ เอ้อออ.. ยังไงก็คือเด็กอ่ะ มิน่า ทำไมพ่อ แม่ เรา เป็นห่วงเรา ทั้งที่เราก็คิดว่าเราโตแล้ว แต่ไม่ใช่เลย ในสายตาผู้ใหญ่ ยังไงก็มองว่าเรายังเด็กอยู่

อ้าว.... นอกเรื่องไปเลย ผมอยู่กับ Buddy อีกคน รุ่นเดียวกันแต่ตัวใหญ่มาก อยู่กับครอบครัวคนจีน เขาไม่อยู่กันเป็นบ้านเป็นหลังนะ จะเป็นลักษณะแฟลต หรือคอนโด เพราะประเทศพื้นที่มีน้อย ถ้าเป็นบ้าน นี่เรียกว่าเป็นเศรษฐีเลยทีเดียว

วันนี้เกริ่นนำ แบบย้อนอดีต กันก่อนนะ

จบตอน โปรดติดตามตอนต่อไป

วันจันทร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ความเป็นมาของ iSalaryman ตอนที่ 8

หลังจากเหตุบ้านการณ์เมืองเริ่มสงบลง ในมุมมองแบบทั่วไปก็ดูสงบดี แต่ถ้าติดตามเจาะลึกลงไปก็คงยังไม่นิ่งดี ไม่พูดถึงดีกว่าเนาะเครียดกันป่าวๆ ผมเลือกนำเสนอเรื่องที่ดูแล้วสบายใจดีกว่า ซึ่งช่วงนั้นเพื่อนๆ ที่ติดตามการเมืองกันมา ก็ไม่ได้หนีหายไปไหน ยังเหนียวแน่นกันเช่นเดิม ดีใจมากเลย แต่ก็มีบ้างที่ออกไป

จะว่าไปนอกจากเรื่องที่ facebook Salaryman ถูกอ้างอิงใน http://www.manager.co.th/ แล้ว ก็ยังมีเรื่องดีดี ที่แอบดีใจก็คือ มีน้องใน Salaryman นี่แหละ ส่วนตัวไม่รู้จักกัน น้องต้องการสัมภาษณ์ขอข้อมูลไปทำงาน Present เป็นลักษณะ Video ของทาง ICT และนำไปส่งต่างประเทศ เป็นโครงการนึง ธีมประมาณว่า เอาคนไม่มีชื่อเสียง ใช้ social network มาใช้ประโยชน์ ซึ่งก็ตรงกับ Salaryman นำเสนอข่าวการเมือง และมีการช่วยกันประชาสัมพันธ์ ข้อมูลข่าวสาร ก็เลยถูกนำไปเสนอในเนื้อหาด้วย......

ก็ลองชมกันดูนะใน link http://www.youtube.com/watch?v=A_7bhcwgVeE เอาไฟล์มาแปะเดี๋ยวไฟล์มันใหญ่เกิน อย่างน้อย Salaryman ก็ ได้ Go Inter !!! แล้วนะ 55555













ยังไงก็ขอบคุณน้อง Chanatda ด้วยนะ ที่เลือก Page Salaryman ว่ามีประโยชน์ต่อสังคม

หลังจากนั้น Salaryman ก็นำเสนอเรื่องราวต่างๆ มาให้อ่านกัน เกาะประเด็นข่าวดัง ไม่ว่าเรื่องเขาใหญ่ เรื่องธรรมชาติโลกร้อน ใครติดตามตลอดก็จะรู้กันดี

มาถึงตอนนี้เพื่อนใหม่ ก็คงรู้จักกับ Salaryman กันแล้วนะ และเนื่องจากให้ Page จำกันง่ายใน facebook จึงต้องตั้งชื่อใหม่ เพราะชื่อที่ใช้โดนคนอื่นจองไปแล้ว จึงได้มาเป็น www.facebook.com/iSalaryman ซึ่งชื่อนี้พี่ชายผมตั้งให้ ซึ่งก่อนหน้าก็มีเพื่อนๆร่วมตั้งชื่อกันมากมาย.......

แล้ววันนี้ผมก็มาสร้างบ้านอีกหลังซึ่งใหญ่กว่าเดิมมากมาย ก็คือหลังนี้ ใจนึงก็มั่นใจที่จะเดินหน้าสร้างผลงานให้เพื่อนๆได้อ่านกัน อีกใจก็หวั่นๆว่าจะทำมันได้ไหม เพราะไม่ใช่เรื่องง่าย งานประจำก็ยุ่งพอดู ยังไงก็ต้องฝากเพื่อนๆ มาช่วยกันให้กำลังใจ ช่วยกันแนะนำเพื่อนๆใหม่เข้ามากันนะคับ

ขอบคุณมากคับ....

วันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ความเป็นมาของ iSalaryman ตอนที่ 7

หลังจาก ขอคืนพื้นที่ หลังจากกลับสู่สภาวะปกติ...... เมื่อควันแห่งความวุ่นวาย จางหายไป แต่ยังคงเหลือทิ้งไว้ซึ่งความเจ็บปวด พูดไม่ออก สิ่งที่ทำลงไป พังลงไปก็คือ คนไทย และคนไทย เท่านั้น ที่จะฟื้นฟู มันกลับมาดังเดิม....



แม้ทางวัตถุจะช่วยกันฟื้นฟูในระดับนึง แต่ทางใจยังมิสามารถจะฟื้นฟูให้สามัคคีกันดังเดิมได้ ต่างคน ที่คิดต่างก็ยังมีความแตกต่าง ทางความคิด โทษกันไป โทษกันมา ไม่มีทางออก....

พื้นที่ใน facebook ช่วงนั้นผมได้มีความคิดที่จะให้ทุกคนมีความคิดที่ไม่ซ้ายสุด ขวาสุด อยู่แบบพอดี พอดี แต่ก็ไม่สำเร็จ มันยังร้อนเกินไป.....ที่จะให้คนคิดต่างกันยอมรับในอีกความคิดนึง

แล้ววันหนึ่งผมก็คิดได้ว่า เรามันก็แค่คนทำงาน มนุษย์เงินเดือนคนนึง จะไปมีพลังอะไรมากพอที่จะไปเปลี่ยนความคิดเขา มันคงไม่ทำอะไรให้มันดีขึ้นมาได้ เครียดป่าวๆ....

ผมจึงเลือกทำชีวิตตัวเองให้แต่ละวันมีความสุข คิดบวก ทำความดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และไม่เบียดเบียนใคร ยิ้มรับสภาพที่เป็นอยู่ ดังนั้นเนื้อหาใน facebook Salaryman ก็ soft ลงไป... ขอเป็นพื้นที่ที่ใครเข้ามาได้แง่คิด มุมมอง รอยยิ้มและความสุขกลับไป เติมเต็มพลังในการดำเนินชีวิต มันจะดีกว่าไหม และถ้าหากทุกคนที่เข้ามาได้รับความสุข และถ้าสมาชิกมีมาก ผมเชื่อว่าความแตกแยกมันจะจางลงไป เพราะทุกคนมุ่งคิดบวก เอาใจเขามาใส่ใจเรา.... เท่านี้สังคมก็น่าอยู่ดังเดิมแล้ว

เราเป็นคนทำงานในเมืองหลวงที่วุ่นวาย... ทำไมต้องหาเรื่องเครียดใส่ตัว รู้ว่าทุกคนรักชาติ รักประเทศ แต่ขอให้รักตัวเอง รักครอบครัว ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด และยิ้มรับกับทุกปัญหาที่เกิด....



เท่านี้ก็เป็นมนุษย์เงินเดือนในยุค 3G ได้แล้ว....

จบตอบ โปรดติดตามตอนต่อไป